Gadget ประจำออฟฟิศ ตัวช่วยที่ทำให้ชีวิตการทำงานมีความสุขมากขึ้น

การนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ จัดการงานเอกสาร และวุ่นกับการรับโทรศัพท์จากลูกค้า เป็นวิถีชีวิตที่เหล่าพนักงานออฟฟิศทุกคนต้องประสบเป็นกิจวัตรประจำวัน แม้บางทีจะเบื่อไปบ้างแต่ด้วยภาระหน้าที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็ต้องก้มหน้าก้มตารับผิดชอบงานในส่วนของเราต่อไป
เป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนงานที่ทำอยู่ให้กลายเป็นงานที่สนุก สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเพิ่มสีสันต่างๆ ให้กับชีวิตทำงานของเรา วันนี้ Yu Serviced Office จึงอยากเสนอ Gadget ต่างๆ ที่สามารถช่วยให้ชีวิตการทำงานเราสะดวกสบายมากขึ้น เพิ่มความผ่อนคลาย และช่วยลดความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นระหว่างวัน มาดูกันดีกว่าว่า Gadget แต่ละตัวมีอะไร และทำประโยชน์อะไรได้บ้าง:

Gadget-หมองรองคอ

  1. หมองรองคอ

หมองรูปทรงโดนัทผ่าครึ่ง ทำจากผ้าที่ให้ความรู้สึกนิ่ม แต่ก็มีความตึงผิวไม่ยวบไปตามแรกกดทับ เมื่อนำมารองคอระหว่างนั่งทำงานบนเก้าอี้พนักพิงจะทำให้ช่วยลดภาระความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นระหว่างนั่งซึ่งเป็นอีกหนึ่งในอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม

Gadget-ที่วางโทรศัพท์

  1. ขาตั้งโทรศัพท์

ขาตั้งโทรศัพท์ช่วยให้เราสามารถเห็นการแจ้งเตือนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องหยิบจับมือถือของเราขึ้นมา ในปัจจุบัน ขาตั้งโทรศัพท์ถูกผลิตขึ้นมาหลากหลายดีไซน์ และพ่วงการใช้งานหลายฟังค์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นช่องสำหรับเสียบสายชาร์จ ช่องเสียบนามบัตร เครื่องเขียน วางคลิปหนีบกระดาษ และอื่นๆ อีกมากมาย

Gadget-แว่นกรองแสง

  1. แว่นกรองแสงสีฟ้า

แสงสีฟ้า เป็นแสงที่ถูกฉายออกมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แทปเลต โทรศัพท์มือถือ หรือโทรทัศน์ สามารถเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาล้า ปวดตา ตาแห้ง ตาพร่า หรือหนักเข้าก็จะเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในระยะยาว หากต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ควรเลือกใส่แว่นที่เรียกว่า “แว่นตากรองแสงสีฟ้า” หรือ “แว่นถนอมสายตา” โดยสามารถสั่งตัดได้ที่ร้านแว่นทั่วไป ไม่ว่าคุณจะสายตาสั้น หรือไม่ก็ตาม

Gadget-บอลยาง

  1. ลูกบอลยาง

ลูกบอลยางลูกเล็กๆ ขนาดพอดีมือ เป็นเครื่องแก้เบื่ออย่างดีในยามทำงาน การได้บีบจับลูกบอลยางยังช่วยบริหารข้อมือ นิ้วมือ และอุ้งมือ ทำให้ลดการเกร็งจากการพิมพ์งานเป็นการออกกำลังกายเล็กๆ ไปในตัว

Gadget-Figget-Cube

  1. Fidget Cube

เจ้าอุปกรณ์ 6 เหลี่ยมหน้าตาคล้ายลูกเต๋านี้เป็นอุปกรณ์ที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นและวัยทำงาน ด้วยดีไซน์ขนาดเล็กพอดีมือ และทุกหน้าเต๋าติดตั้งด้วยอุปกรณ์บริหารมือชนิดต่างๆ ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ทำงานด้านใช้ความคิดที่ไม่สามารถวางมืออยู่นิ่งๆ ได้ตอนกำลังคิดงาน

ยังมี Gadget อีกมากมายนอกเหนือจากนี้ที่สามารถใช้เพื่อความผ่อนคลาย หรือทำให้ชีวิตพนักงานออฟฟิศสะดวกสบายมากขึ้น หากพบเจออะไรเจ๋งๆ อีก ทาง Yu Serviced Office จะนำมาอัพเดตให้อ่านกันอีกแน่นอน ติดตามบทความดีๆ เกี่ยวกับชีวิตทำงานออฟฟิศเพิ่มเติมได้ที่ Yu Serviced Office

สุดท้ายแล้ว สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

Yu Serviced Office

Mobile: 0994408778

Email: [email protected]

Line: @efq2415k

Wechat: yuservicedoffice

Whatsapp: +66994408778

Skype: yuserviced

Author: Raphi Nonthasiri

 

 

Conference Room ที่ Yu Serviced Office ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

บริการ Conference Room หรือห้องสำหรับการประชุม เป็นหนึ่งในบริการย่อยของ Yu Serviced Office โดยคิดค่าบริการต่อการใช้งานเท่านั้น ผู้เช่าจึงหมดห่วงในเรื่องของการรวมค่าห้องประชุมลงไปในค่าเช่า นอกจากนั้น ลูกค้าที่เช่า Office ทำงานของ Yu Serviced Office ทุกท่านจะได้รับสิทธิพิเศษใช้บริการห้องประชุมเล็กฟรี 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือเลือกรับเป็นการใช้งานห้องประชุมใหญ่ฟรี 1 ครั้งต่อสัปดาห์แทนก็ได้

นอกจากนั้น Yu Serviced Office ยังเปิดให้เช่าห้องประชุมสำหรับบุคคลภายนอก ในกรณีที่ต้องการใช้สถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบทความนี้จะพูดถึงเรื่องกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถจัดในห้องประชุมของเราได้ เป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่กำลังมองหาห้องประชุมสำหรับทำกิจกรรม

โดยกิจกรรมที่สามารถประยุกต์ใช้กับห้องประชุมของ Yu Serviced Office ได้ มีดังนี้

  1. การจัดประชุมแบบสามัญ

ห้องประชุมของเราเป็นโต๊ะยาว พร้อมเก้าอี้พนักพิงตั้งขนาบทั้ง 2 ด้าน พร้อมเครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์ที่สามารถต่อเข้ากับแล็ปท็อปได้ รวมถึงผนังที่เก็บเสียง ทำให้หมดกังวลว่าเสียงจากภายนอกจะดังเข้ามารบกวนการประชุม

  1. งานด้านใช้ความคิดสร้างสรรค์ / การระดมสมอง

ผนังของ Conference Room ที่ Yu Serviced Office รอบด้าน ทำจากกระจกชนิดพิเศษ ที่นอกจากจะกันเสียงได้แล้ว ยังใช้แทนกระดานดำได้ด้วย คุณสามารถขีดเขียนลงบนผนังและลบออกอย่างง่ายดายด้วยแปรงลบกระดาน ขีดเขียนได้อย่างหมดห่วง บรรเลงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

  1. งานบรรยาย / สัมมนา

หากคุณต้องการสถานที่สำหรับการจัดสัมมนาในหัวข้อต่างๆ หรือบรรยายสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กับผู้ฟังของคุณ ห้องประชุมของเราก็พร้อมรับรอง รวมถึงมีบริการจัดหา Snack Box ให้กับแขกของคุณด้วย (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

  1. งาน Workshop

งานฝีมือห้องประชุมของเราก็รับ การทำของ DIY จัดดอกไม้ หรืองานฝีมือถักร้อย เรายินดีให้เช่าพื้นที่ของเราในการเปิดคลาสสอนกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการพานักเรียนมาเข้าคลาสโดยตรง หรือเปิดไลฟ์สอนออนไลน์ก็สามารถไลฟ์สดได้อย่างไม่มีกระตุกด้วยอินเตอร์เน็ต WIFI ความเร็วสูงของเรา

  1. สอนพิเศษ / ติวหนังสือ

นอกจากห้องประชุมใหญ่แล้ว ห้องประชุมเล็กขนาด 2-4 ที่นั่งของเรายังเหมาะสำหรับกิจกรรมที่ต้องใช้ความเป็นส่วนตัวและสมาธิ เช่น การติวหนังสือ ด้วยขนาดพื้นที่ที่พอเหมาะ และโต๊ะทรงกลมทำให้สามารถโน้มตัวมาติวหนังสือได้สะดวก

สุดท้ายแล้ว สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

Yu Serviced Office

Mobile: 0994408778

Email: [email protected]

Line: @efq2415k

Wechat: yuservicedoffice

Whatsapp: +66994408778

Skype: yuserviced

Author: Raphi Nonthasiri

สำนักงานให้เช่ารูปแบบต่างๆ – เลือกออฟฟิศที่ใช่ให้เหมาะสมกับธุรกิจ

สำนักงานให้เช่า หรือ ออฟฟิศให้เช่า เป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ประกอบการทั้งในและนอกประเทศ เมื่อเทียบกับการซื้ออาคารพาณิชย์ การซื้ออาคารมีการใช้เงินทุนที่สูงกว่ามาก ยิ่งถ้าเป็นอาคารในทำเลย่านธุรกิจด้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึง ราคาพุ่งสูงระดับ 50-100 ล้านก็มี
ผู้ประกอบการในปัจจุบันจึงหันหน้ามาใช้บริการสำนักงานให้เช่าแทน ด้วยราคาที่ถูกกว่าหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับการซื้อ  สะดวกต่อการย้ายเข้าเพราะมีการตกแต่งภายในและการวางเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นเรียบร้อย นอกจากนั้น ทำเลของออฟฟิศให้เช่ายังตั้งอยู่ในพื้นที่ธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการที่สนใจจะตั้งสำนักงานในย่านธุรกิจด้วยงบที่จำกัด เทใจมาใช้บริการอาคารพาณิชย์ให้เช่ารูปแบบนี้กัน

สำนักงานให้เช่านั้นแบ่งออกด้วยกันหลายรูปแบบและมีค่าบริการที่มากน้อยต่างกันไป มาดูกันดีกว่าว่าในปัจจุบัน สำนักงานให้เช่าถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท และแต่ละประเภทเหมาะกับธุรกิจประเภทไหนบ้าง

  1. Traditional Office

Traditional Office หรือพื้นที่สำนักงานเปล่า เป็นสำนักงานให้เช่าสุดคลาสสิคที่มีตั้งแต่ยุคแรกๆ ด้วยลักษณะเป็นพื้นที่อาคารว่าง อาจจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของชั้นในอาคาร หรือปล่อยเช่าทั้งชั้น มักมาในรูปแบบของชั้นอาคารที่ก่อสร้างวางระบบน้ำ-ไฟเรียบร้อย แต่ยังไม่มีการตกแต่งภายในหรือการกั้นห้อง พื้นที่สำนักงานเปล่าเหมาะสำหรับธุรกิจที่มีบุคลากรเยอะ และต้องการกั้นห้องต่างๆ เอง ข้อดีของสำนักงานเช่าประเภทนี้คือราคาต่อตารางเมตรที่ถูก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ผู้เช่าต้องเป็นฝ่ายจัดการเรื่องการกั้นห้อง ขนเฟอร์นิเจอร์ และวางระบบแอร์เอง ทั้งในส่วนของการว่าจ้างบริษัทมาดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายทั้งหมด

  1. Serviced Office

Serviced Office หรือสำนักงานสำเร็จรูป เปรียบเสมือนคู่ตรงข้ามของ Traditional Office เป็นออฟฟิศประเภทใหม่ที่เกิดตามหลังออฟฟิศรูปแบบแรก โดยเพิ่มเติมด้วยการตกแต่งห้อง วางเฟอร์นิเจอร์ และมีการกั้นห้องโดยวัสดุกันเสียงเสร็จสรรพ โดยห้องจะมีขนาดแตกต่างกันไปตามแต่ Serviced Office แต่ละแบรนด์ มักเริ่มต้นตั้งแต่ห้องขนาด 1-2 ที่นั่ง ไปจนถึง 8-10 ที่นั่ง ด้วยชื่อที่มีคำว่า Serviced ดังนั้นสำนักงานสำเร็จรูปจึงมีบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น พนักงานต้อนรับ บริการรับโทรศัพท์ รับพัสดุและเอกสาร พนักงานทำความสะอาด ช่างซ่อมบำรุง และอื่นๆ ซึ่งค่าบริการในส่วนนั้นจะเป็นความรับผิดชอบของทาง Serviced Office จึงหมดกังวลเรื่องการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไปได้เลย ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่มีให้เลือกหลายขนาด ตกแต่งพร้อม และราคาที่จับต้องได้ จึงทำให้ Serviced Office เป็นที่นิยมของ Startups, SMEs, หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการตั้งออฟฟิศเล็กไว้ตามย่านต่างๆ เพื่อบริหารงานในเขตนั้น

  1. Home Office

Home Office หรือสำนักงานกึ่งที่พัก เป็นอาคารพาณิชย์ที่มีลักษณะเป็นอาคาร 2-3 ชั้น อาจเป็นอาคารหลังเดี่ยว คู่ หรือมีลักษณะเป็นทาวน์เฮาส์ก็ได้ จุดเด่นของโฮมออฟฟิศคือมีความเป็นส่วนตัวสูงมากเพราะทั้งอาคารเป็นของเราทั้งหมด นั่งทำงานได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และสามารถใช้เป็นที่พักอาศัยได้ ข้อด้อยที่เห็นเด่นชัดของสำนักงานกึ่งที่พักคือราคาที่ผันผวนตามโลเคชั่นของอาคาร แน่นอนว่ายิ่งอยู่ในทำเลดีราคาเช่าต่อเดือนยิ่งราคาสูงลิ่ว รวมถึงค่าน้ำ-ไฟ และค่าซ่อมบำรุง ที่ผู้เช่าต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบในส่วนนั้นเอง

  1. Co-Working Space

Co-Working Space หรือพื้นที่ทำงานร่วมกัน เป็นอีกหนึ่งสำนักงานประเภทให้เช่าสไตล์ใหม่ที่ผุดขึ้นมาเอาใจผู้ทำงานรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมนั่งติดออฟฟิศ เหมาะสำหรับผู้ทำงานด้านครีเอทีฟ งานด้านดิจิตอล หรือฟรีแลนซ์เซอร์ทั้งหลาย โดยลักษณะของ Co-Working Space จะเป็นโถงอาคารกว้าง มีโต๊ะและเก้าอี้ทำงานตั้งเรียงรายสำหรับวางแล็ปท็อปทำงาน โดยพื้นที่จะมีทั้งโต๊ะทำงานเดี่ยว โต๊ะกลม/เหลี่ยม สำหรับนั่งกันเป็นทีม และพื้นที่ว่างสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ โดยอาจมีการให้บริการคาเฟ่เครื่องดื่ม อาหารว่างประกอบด้วยก็ได้ การคิดค่าเช่าของ Co-working Space จะมีทั้งแบบรายวัน, รายชั่วโมง หรือเป็นเมมเบอร์ชิฟรายเดือน ข้อดีของ Co-Working Space คือราคาที่ถูก, ได้นั่งทำงานในสถานที่ที่มีสีสัน, และมีโอกาสพบเจอผู้ประกอบการธุรกิจจากหลายภาคส่วนที่มานั่งทำงานในสถานที่เดียวกัน ส่วนข้อเสียก็คือความไม่ส่วนตัวนักในการทำงาน เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละคนก็ต้องมีคุยงานส่งเสียงกันบ้าง

  1. Virtual Office

Virtual Office หรือสำนักงานเสมือนจริง ชื่ออาจฟังไม่คุ้นหูนักแต่เจ้าสำนักงานเสมือนจริงนี้กลับเป็นที่นิยมในยุคปัจจุบันในหมู่ผู้ขายของออนไลน์ Virtual Office คือบริการให้เช่าที่อยู่สำหรับใช้จดทะเบียนบริษัทเพื่อยื่นต่อกรรมสรรพากร เนื่องจากในการประกอบธุรกิจ จำเป็นต้องมีที่อยู่ใช้ในการดำเนินการ แต่ผู้ค้าหลายส่วนก็รู้ว่าธุรกิจของตนไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปเช่าพื้นที่จริงๆ ที่มีราคาแพง Virtual Office จึงตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการจ่ายค่าเช่ารายเดือนเพียงเล็กน้อย ก็สามารถยื่นชื่อต่อการจดทะเบียนบริษัทได้แล้ว

ก่อนลงทุนเช่าสำนักงาน ควรศึกษาข้อดีและข้อเสียของอาคารแต่ละประเภท เพื่อความคุ้มค่าและการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และควรขอนัดเจ้าของสถานที่ไปเยี่ยมชมก่อนตัดสินใจเช่า เพื่อให้ได้เห็นภาพสถานที่จริง และบริเวณโดยรอบว่าเป็นอย่างไร น่าตั้งออฟฟิศหรือไม่

สุดท้ายแล้ว สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

 

Yu Serviced Office

Mobile: 0994408778

Email: [email protected]

Line: @efq2415k

Wechat: yuservicedoffice

Whatsapp: +66994408778

Skype: yuserviced

Author: Raphi Nonthasiri

 

 

นั่งทำงานที่ Yu Serviced Office แล้วได้อะไรบ้าง?

Yu Serviced Office เป็นสำนักงานให้เช่าน้องใหม่ตั้งอยู่บนชั้น 15 ของอาคาร Green Tower ด้วยจุดเด่นเรื่องความใหม่ สะอาด และราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้สำนักงานของเราตอบโจทย์ลูกค้าได้ตั้งแต่ Startups ไปจนถึงบริษัทต่างประเทศ ที่แวะเวียนมาใช้บริการออฟฟิศของเรา

วันนี้ Yu Serviced Office จึงอยากเสนอถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้บริการจะได้รับ เมื่อเข้ามาใช้บริการสำนักงานให้เช่าของเรา เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจในการพิจารณาหากคุณกำลังมองหาสำนักงานให้เช่าอยู่

  1. ความสงบและความเป็นส่วนตัว

ทุกห้องของ Yu Serviced Office นั้นบุด้วยกระจกทึบกันเสียง ทำให้เสียงจากภายนอกแทบจะเล็ดลอดเข้ามาไม่ได้ คุณจึงมั่นใจได้เลยว่าจะได้รับประสบการณ์การนั่งทำงานที่สงบ ปราศจากเสียงรบกวนสมาธิ

  1. เข้าออกได้ 24 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ (จันทร์ – เสาร์)

ผู้เช่าทุกคนจะได้รับคีย์การ์ดสำหรับเข้า Yu Serviced Office และกุญแจส่วนบุคคลสำหรับเข้าออฟฟิศของตัวเอง ซึ่งสามารถเข้าออกได้ 24 ชั่วโมงในวันทำการ จันทร์ – เสาร์ เนื่องจากอาคาร Green Tower มีนโยบายปิดทำการทุกวันอาทิตย์

  1. พนักงานต้อนรับ คอยรับเอกสาร พัสดุ

พนักงานต้อนรับของเราพร้อมบริการธุรกิจของคุณในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับแขก เซ็นรับเอกสาร พัสดุ ไม่ว่าคุณจะอยู่ออฟฟิศ หรือไม่ได้เข้ามา เราบริการเก็บจดหมายของคุณไว้ และส่งมอบเมื่อคุณแวะเข้ามาออฟฟิศ

  1. อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง

Yu Serviced Office เข้าใจถึงความสำคัญของการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในการทำงาน เพราะคงไม่ดีแน่ถ้าอินเตอร์เน็ตที่ช้ามาทำให้ธุรกิจคุณสะดุด เราจึงให้บริการอินเตอร์เน็ต WIFI ความเร็วสูง และไม่คิดค่าบริการเพิ่มเติม

  1. กาแฟสดดื่มฟรี

เรามีบริการกาแฟสดให้ผู้ใช้บริการดื่มจากเครื่องชงกาแฟของเรา โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่มเติมแต่อย่างใด หากท่านรู้สึกอยากเพิ่มความสดชื่นในร่างกาย ก็สามารถเดินมากดกาแฟสดร้อนๆ ของเราได้ตลอดวัน

  1. เครือข่ายธุรกิจที่หลากหลาย

ผู้ใช้บริการสำนักงานให้เช่าของ Yu Serviced Office มีหลากหลายธุรกิจ ทั้งในและนอกประเทศ ยังไม่รวมถึงบริษัทชั้นนำอื่นๆ ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ใน Green Tower ทั้ง 24 ชั้น นับเป็นเครือข่ายสังคมธุรกิจขนาดใหญ่ ที่หากคุณกำลังมองหาการสร้างเครือข่ายธุรกิจ สำนักงานของเราก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจที่มีเครือข่ายธุรกิจที่กว้าง และหลากหลาย

  1. จ่ายแค่ค่าเช่าก้อนเดียว

ออฟฟิศให้เช่า Yu Serviced Office มีการเก็บค่าเช่าแบบรายเดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ผู้ใช้บริการต้องเสียนั้นมีเพียงค่าห้องเท่านั้น ในส่วนของค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากองกลาง รวมถึงค่าอินเตอร์เน็ต ทาง Yu Serviced Office จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด รับประกันได้ว่า ในสัญญาระบุว่าต้องจ่ายค่าเช่าเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาเรียกเก็บค่าบริการก็จะคิดเพียงค่าเช่าในสัญญาเท่านั้น ไม่มีบวกเพิ่มภายหลัง

  1. ร้านค้าและร้านอาหารที่หลากหลายในละแวก

Yu Serviced Office ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจของถนนพระราม 4 ซึ่งล้อมรอบไปด้วยบริษัท ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และถนนใหญ่ที่ตัดผ่าน ทำให้ในละแวกนี้ล้วนคึกครื้นและมีสีสัน ทั้งจากร้านอาหาร และพนักงานบริษัท ที่เดินขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย

  1. บริการที่ใส่ใจและมืออาชีพ

นอกจากสิ่งที่กล่าวไปข้างบนแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราใส่ใจ และยึดถือปฏิบัติคือการดำเนินงานที่คำนึกถึงผู้ใช้บริการเป็นหลัก ผู้ใช้บริการของเราทุกห้องต้องได้รับความสะดวกสบาย และสามารถประกอบกิจการได้อย่างราบรื่นภายใต้สำนักงานให้เช่า Yu Serviced Office เพราะเราเชื่อว่า ความสำเร็จทางธุรกิจของคุณ คือความรับผิดชอบของเรา

สุดท้ายแล้ว สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

 

Yu Serviced Office

Mobile: 0994408778

Email: [email protected]

Line: @efq2415k

Wechat: yuservicedoffice

Whatsapp: +66994408778

Skype: yuserviced

 

Author: Raphi Nonthasiri

มนุษย์เงินเดือนกับการออมเงิน

มนุษย์เงินเดือนทำงานออฟฟิศอย่างเราๆ ต่างเคยประสบปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินเดือนอยู่ไม่ถึงปลายเดือนกันมาแล้วทั้งนั้น ยิ่งกับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายรับแค่ทางเดียวด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ วันนี้ Yu Serviced Office จึงอยากแนะนำวิธีเก็บหอมรอมริบเงินเดือนให้พอกพูนและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งบางวิธีคุณอาจจะคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำว่ากำลังเผลอตัวใช้เงินไปอย่างเปล่าประโยชน์ มาดูกันดีกว่าว่าพนักงานออฟฟิศเขามีวิธีออมเงินอย่างไรกันบ้าง

  1. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเราใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายได้ดีไปกว่าการทำบันทึกค่าใช้จ่ายของเราเอง การทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะทำให้เราเห็นภาพรวมว่าในเดือนๆ หนึ่ง รายได้ของเรามาจากทางไหนบ้าง และถูกนำออกไปใช้กับอะไรมากที่สุด เพื่อจะได้นำไปลด ละ เลิก รายจ่ายในส่วนนั้นได้ หากคุณเป็นคนที่ขี้เกียจจดบันทึก ในปัจจุบันนี้ก็มีตัวช่วยในการบันทึกรูปแบบต่างๆ เช่นแอพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับรายรับรายจ่าย แค่เพียงพิมพ์สิ่งที่คุณใช้จ่ายไปในแต่ละวัน ระบบก็จะคำนวนให้เสร็จสรรพ สะดวก ฟรี และให้ผลลัพธ์ที่แน่นอน แม่นยำ อีกด้วย

  1. ตามใจปากให้น้อยลง ทำอาหารทานเองให้มากขึ้น

การกิน เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เงินในกระเป๋าเราลดฮวบฮาบอย่างคาดไม่ถึง หากคุณลองทำบัญชีรายรับรายจ่าย ระบุข้อมูลค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปกับการกินร้านอาหารนอกบ้าน ชาบู บุฟเฟ่ต์ ในแต่ละเดือน คุณจะเห็นว่ารายจ่ายเหล่านี้มีอัตราสูงอย่างไม่น่าเชื่อ หากมีเวลาเราจึงควรซื้อของมาตุนไว้ทำทานเองมากขึ้น อย่างน้อยแค่มื้อเย็นก็ยังดี นอกจากจะช่วยให้มีเงินออมมากขึ้นแล้ว การทำอาหารทานเองทำให้เราสามารถมั่นใจในอาหารของเราได้ว่าปลอดภัย ไร้สารปนเปื้อน

  1. ดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มอื่นๆ

คุณเคยสังเกตหรือไม่ว่าในเดือนๆ หนึ่ง ได้ดื่มน้ำอัดลม ชาไข่มุก น้ำปั่น หรือน้ำแฟนซีต่างๆ เดือนละกี่แก้ว และแก้วละกี่บาท หากคุณเป็นคนที่ดื่มน้ำเหล่านี้เป็นประจำ จะสังเกตได้ชัดเลยว่า รายจ่ายในส่วนนี้ในแต่ละเดือนจะมีสูงมาก หากเปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่า นอกจากรายจ่ายที่เสียไปจะลดลงแบบสังเกตได้แล้ว สุขภาพยังดีขึ้นมาตามลำดับด้วย

  1. ใช้ Internet Banking ในการออมเงินอัตโนมัติ

ปัจจุบันนี้คุณสามารถตั้งค่าการออมใน Internet Banking ของธนาคารที่คุณใช้บริการอยู่ได้ เพียงระบุให้มีการตัดยอดเงินในแต่ละเดือนเข้าไปยังบัญชีเพื่อการออม นอกจากสะดวกสบายแล้ว ยังเป็นการหักดิบนิสัยไม่รู้จักออมของตัวเองให้รู้จักออมมากขึ้นด้วย

  1. หาอาชีพเสริม เพิ่มเงินออม

หากงานที่ทำอยู่ไม่เพียงพอกับรายจ่ายในแต่ละเดือน ก็ควรหันกลับมาทบทวนและเริ่มต้นคิดในการหารายได้เสริม รายได้ที่มากกว่า 1 ทางย่อมดีกว่าอยู่แล้ว แถมยังช่วยลดความเสี่ยงหากวันหนึ่งถูกจ้างออกได้ด้วย คุณอาจจะเริ่มลงทุนในธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ใช้ความสามารถที่เรียนมาในการเป็น Freelance หรือร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับคนที่ไว้ใจได้ ซึ่งทั้งหมดเมื่อนำมารวมกับเงินเดือน จะทำให้รายได้ของคุณเพิ่มขึ้นมาเยอะเลยล่ะ

  1. ใช้โปรโมชั่นตามร้านค้า และคูปองส่วนลด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในกรณีที่ต้องซื้อของอุปโภคและบริโภคเข้าบ้าน การเลือกใช้คูปอง หรือซื้อของตามโปรโมชั่น สามารถทำให้คุณลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นออกไปได้บ้าง โดยเฉพาะสินค้าประเภทลองตลาด ซื้อ1 แถม1 หรือชิ้นที่สอง 1 บาท ทั้งนี้ ในการลงทุนช็อปปิ้งตามโปรโมชั่นทุกครั้ง ควรคำนึงถึงความคุ้มค่า และความจำเป็นของสินค้าที่จะซื้อด้วย มิเช่นนั้นคุณจะตกเป็นทาสของการตลาด และได้เสียเงินเพิ่มไปอย่างไม่จำเป็นแน่ๆ

 

ความใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา สามารถมีเงินออมได้ หากรู้จักเก็บออม สร้างเพิ่ม และลดใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็น เท่านี้ความฝันในการมีเงินก้อนก็ไม่ไกลอีกต่อไปแล้ว

 

Author: Raphi Nonthasiri

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

 

Yu Serviced Office

Website➤ http://yuservicedoffice.com/

▪Facebook:@yuservicedoffice /

▪Line: yuservicedint

▪Skype: yuserviced

▪Whatsapp: Yu Serviced Office / +66636471252

▪Address:3656/45 Green Tower 15F, Rama 4 Bangkok

▪Tel:+66-2-821-5880

▪Mobile:+66620151100

▪Email:[email protected]

 

อยากปล่อยเช่าบ้าน เริ่มต้นยังไงดี?

การปล่อยเช่าบ้าน เป็นอีกหนึ่งช่องทางยอดนิยมในการหา Passive Income หรือการปล่อยให้ทรัพย์สินหารายได้มาให้เรา นอกจากจะได้รายได้เสริมแล้ว ยังช่วยให้บ้านไม่ถูกปล่อยทิ้งร้างให้มีสภาพเก่าอีกด้วย นับได้ว่าได้ประโยชน์ทั้งขึ้นและล่องเลยทีเดียว วันนี้ MyHomeManage จึงอยากจะมาพูดถึง 3 ขั้นตอนปฏิบัติในการคิดปล่อยเช่าบ้าน มาดูกันดีกว่าว่า จะปล่อยเช่าแต่ละที ควรคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง

  1. ตั้งราคาค่าเช่าบ้าน

ค่าเช่าบ้านสามารถคำนวนออกมาได้จากหลายปัจจัย ทั้งตัวบ้าน ทำเล พื้นที่ใช้สอย ความเก่าใหม่ของบ้าน สถานที่ใกล้เคียง และราคาบ้านเช่าจากราคาตลาด

ทั้งนี้ หากท่านต้องการปล่อยเช่าเพื่อการผ่อนบ้าน ในกรณีที่บ้านยังผ่อนไม่หมด ก็ควรคำนวนราคาของต้นทุนราคาบ้านด้วย เช่นหากบ้านที่ซื้อมาราคา 2.9 ล้านบาท ผ่อนธนาคารต่อเดือนตก 17,000 บาทต่อเดือน และเมื่อดูจากราคาตลาดแล้ว บ้านที่ปล่อยเช่าใกล้เคียงกับบ้านเรา มีราคาต่ำกว่านิดหน่อย อาจจะสัก 15,000 บาท แต่บ้านของเรานั้นใหม่กว่า สะอาดกว่า ตกแต่งและมีเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่ เราก็อาจจะคงราคาบ้านของเราไว้ที่ 17,000 บทต่อเดือน ได้ โดยก็เท่ากับว่าเราไม่ต้องควักเนื้อตัวเองจ่ายค่าผ่อนบ้านเลย

  1. การประกาศหาผู้เช่า

การปล่อยเช่าบ้านสมัยปัจจุบันนั้นต่างจากเมื่อก่อนมาก มาดูกันดีกว่าว่าเราสามารถปล่อยเช่าได้ทางช่องทางไหนได้บ้าง

2.1 โพสประกาศออนไลน์ – เนื่องจากทุกที่มีอินเตอร์เน็ตเข้าถึง การวางประกาศให้เช่าบนเว็บไซต์จึงแทบจะเรียกได้ว่า เป็นช่องทางอันดับหนึ่งที่คนนิยมใช้กัน เนื่องจากสะดวก, ไม่เสียค่าใช้จ่าย (ยกเว้นการลงโฆษณา), และมีหลายเว็บไซต์ยอดนิยมให้เลือกลงประกาศ รวมถึงในโซเชี่ยลมีเดียที่มีชื่อเสียงอย่าง Facebook เองก็มีกลุ่มมากมายสำหรับลงประกาศ ขาย-เช่า อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีสมาชิกตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลักแสนก็มี เรียกได้ว่า สะดวก และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบสุดๆ

2.2 แปะป้ายประกาศหน้าบ้าน – วิธีคลาสสิคที่นิยมใช้กันก่อนยุคอินเตอร์เน็ต ด้วยการเขียนป้ายประกาศแผ่นโตๆ แขวนไว้ เวลาใครผ่านไปผ่านมาเห็นจะได้ติดต่อมา วิธีนี้เหมาะกับบ้านที่อยู่ติดกับถนนบริเวณที่มีการสัญจรไปมา ไม่แนะนำให้ทำตามหากเป็นบ้านที่ติดอยู่ในซอยลึกๆ เพราะคงแทบไม่มีใครเห็นประกาศของเราแน่ๆ

2.3 Agency (เอเจ้น) – หากคุณไม่มีเวลาที่จะโพสประกาศหาบ้านเอง การจ้างเอเจ้นบ้านก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย เพราะทุกๆ เอเจ้นล้วนมีช่องทางในการลงประกาศเช่าที่มีประสิทธิภาพ คุณจึงมั่นใจได้เลยว่าบ้านของคุณจะถูกปล่อยออกไปได้ในเร็ววันแน่ ทั้งนี้ ทุกอย่างย่อมมีค่าใช้จ่าย คุณเองก็ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้เอเจ้นในกรณีที่ผู้เช่าตกลงเซ็นสัญญาเช่า โดยเรทค่าคอมมิชชั่นพื้นฐานจะอยู่ที่ราวๆ สัญญาเช่า 1 ปี = ค่าคอมมิชชั่น 1 เดือนของราคาค่าเช่า

2.4 นิติบุคคลของหมู่บ้าน / คอนโดมิเนียม – ในแต่ละโครงการจะมีบอร์ดประกาศไว้สำหรับลงประกาศต่างๆ รวมถึงประกาศปล่อยเช่าห้อง / บ้าน อีกด้วย

  1. สัญญาเช่าบ้าน

ในปัจจุบัน ต้นแบบสัญญาเช่าบ้านมีหลายรูปแบบให้ดาวน์โหลดผ่านอินเตอร์เน็ต โดยที่เราไม่ต้องร่างสัญญาเอง เพียงแต่เราเลือกสัญญาที่ใกล้เคียง คลอบคลุม และเหมาะสมกับบ้านเรามากที่สุด นำมาแก้ไขข้อมูลนิดหน่อยให้ตรงกับบ้านของเรา เท่านี้เราก็ได้สัญญาเช่าสำหรับบ้านเรามาแล้ว

นอกจากเรื่องของค่าเช่า และระยะเวลาเช่าแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่ควรต้องมีในสัญญาเช่าด้วยคือ เรื่องของความรับผิดชอบในส่วนต่างๆ ในกรณีที่มีเหตุเกิดขึ้น เช่น การชำรุดของตัวบ้าน เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า เราจึงควรเขียนไว้ในสัญญาด้วยว่า หากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการป้องกันตัวไว้จะได้ไม่เกิดการทะเลาะหาความรับผิดชอบกันภายหลัง

 

และนี่ก็เป็นข้อที่ควรนึกถึง 3 ข้อหลักในการประกาศปล่อยเช่าบ้าน ทั้งนี้ การปล่อยเช่าแต่ละครั้งควรคิดเตรียมการให้คลอบคลุมถึงข้อจำกัดอื่นๆ ที่บ้านเรามี หากมิฉะนั้นแล้ว อาจมีความเสียเกิดขึ้นกับบ้านเราได้

 

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

 

Yu Serviced Office

Website➤ http://yuservicedoffice.com/

▪Facebook:@yuservicedoffice /

▪Line: yuservicedint

▪Skype: yuserviced

▪Whatsapp: Yu Serviced Office / +66636471252

▪Address:3656/45 Green Tower 15F, Rama 4 Bangkok

▪Tel:+66-2-821-5880

▪Mobile:+66620151100

▪Email:[email protected]

 

10 อันดับของกินแก้ง่วงยามบ่าย

การทำงานกับความง่วงล้วนเป็นของคู่กัน อาการง่วงระหว่างทำงานเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก การทำงานหนัก การใช้สายตามาก หรือเกิดจากความอิ่มหลังรับประทานอาหารมื้อเที่ยง ซึ่งเราเองก็ไม่สามารถปล่อยตัวปล่อยใจให้นอนกลางวันได้ มิฉะนั้นคงไม่แคล้วโดนหัวหน้าเขกกระโหลกเป็นแน่

เราจึงต้องหาวิธีต่างๆ มาเพื่อแก้ง่วง ไม่ว่าจะเป็นการล้างหน้าล้างตา เปิดเพลง หรือกิจกรรมต่างๆ นั่นรวมถึงการทานอาหารแก้ง่วงด้วย มาดูกันดีกว่าว่า 10 อันดับอาหารแก้ง่วงยอดนิยมของมนุษย์ออฟฟิศมีอะไรบ้าง:

  1. มะม่วงดิบ

ของว่างยามบ่ายสุดฮิตของสาวออฟฟิศหลายๆ คน ด้วยความเปรี้ยวจี๊ดที่กัดเข้าไปต้องตาสว่างแน่ๆ มีคุณค่าทางโภชนาการแถมยังไม่มีไขมัน ทำให้ทานได้เรื่อยๆ  ไม่ต้องกลัวเรื่องความอ้วนแต่อย่างใด

  1. ผลไม้ดอง / แช่อิ่ม

หากคิดว่าผลไม้สดกระตุ้นให้ตื่นได้ไม่มากพอ ลองเปลี่ยนมารับประทานผลไม้ดองดู ไม่ว่าจะเป็นองุ่นดอง มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม มะขามแช่อิ่ม และอื่นๆ ด้วยรสหวานอมเปรี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอาหารหมักดอง ทำให้หลายคนเลือกที่จะรับประทานผลไม้ดอง แทนผลไม้สด ทั้งนี้ ก็ไม่ควรรับประทานติดต่อกันหลายวันเนื่องจากผลไม้หนักดองนั้นมีโซเดียมสูงมาก หากเป็นไปได้ก็ควรรับประทานสลับกับผลไม้สดบ้าง

  1. มะขามคลุก

อีกหนึ่งผลไม้แปรรูปแก้ง่วงที่ได้ผลชะงัก มะขามคลุก 3 รส เปรี้ยว หวาน เผ็ด แถมยังให้สัมผัสหนึบหนับตอนเคี้ยว ทำให้หลายคนเลือกที่จะซื้อมาตั้งไว้ที่โต๊ะทำงานสักกระปุก

  1. ขนมอบกรอบ

แม้จะไม่ดีต่อสุขภาพไปนิด แต่ขนมกรุบกรอบนี่แหละของกินแก้ง่วงชั้นดี ความกรอบของขนมผสมกับรสเค็มจากผงปรุงรส ทำให้หลายคนเลือกที่จะหามาติดไว้ที่โต๊ะยามง่วง แต่อย่าลืมว่าควรรับประทานแต่พอดี ไม่อย่างนั้นก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้

  1. ป๊อปคอร์น

หากต้องการรับประทานขนมขบเคี้ยวแต่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ป๊อบคอร์นแบบที่ไม่ปรุงรสก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะไม่มีน้ำมัน ทำจากพืช และมีกากใยสูงเป็นประโยชน์ต่อการขับถ่าย

  1. หมากฝรั่ง

หมากฝรั่งเป็นอาหารที่เคี้ยวได้เรื่อยๆ แม้จะหมดความหวานไปแล้ว การได้บริหารขากรรไกรเคี้ยวทำให้เรารู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แถมยังกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายออกมาด้วย

  1. ลูกอมรสเปรี้ยว

มาถึงข้อนี้หลายคนคงนึกภาพในหัวออกกันบ้างล่ะว่ามียี่ห้ออะไรบ้าง ลูกอมรสมะนาว หรือผลไม้เปรี้ยวอื่นๆ จะทำให้รู้สึกตาสว่างในความเปรี้ยวจี๊ด อีกทั้งยังหาซื้อง่าย เพราะวางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป

  1. วาซาบิ

ในที่นี่เราไม่ได้หมายถึงให้บีบวาซาบิเปล่าๆ เข้าปากนะ! แต่หมายถึงขนมที่มีรสชาติวาซาบิ เช่นถั่วลิสงคลุกวาซาบิ มันฝรั่งแผ่นคลุกวาซาบิ นอกจากทำให้ตาสว่างโคตรๆ แล้ว ผู้ที่เป็นหวัดเมื่อรับประทาน ยังทำให้จมูกหายตันอีกด้วย

  1. ชาร้อน

ดื่มของอุ่นๆ สามารถทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นได้ และยิ่งถ้าดื่มชา ยิ่งทำให้รู้สึกตัวมากขึ้น เพราะในชามีส่วนผสมของกาเฟอีนอยู่ แม้จะไม่มากเท่ากาแฟก็ตาม เหมาะสำหรับผู้ต้องการเลิกการดื่มกาแฟแต่ยังต้องการกาเฟอีนไว้กระตุ้นตัวเองระหว่างวัน

  1. กาแฟ

แม้จะไม่สนับสนุนให้ผู้อ่านดื่ม แต่เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใส่ไว้ในบทความ เพราะกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ทำให้ตาสว่างให้ได้ผลชะงักมากที่สุด ด้วยสารกาเฟอีนในกาแฟ ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกตาสว่างขึ้นมาทันทีหลังดื่ม ถึงอย่างนั้น การดื่มกาแฟติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานานทำให้เกิดอาการดื้อกาแฟ กล่าวคือ ต้องดื่มเพิ่มมากกว่า 1 แก้วต่อวันถึงจะหายง่วง จึงควรพักการดื่มกาแฟเป็นระยะๆ และหันไปดื่ม “กาแฟดีคาฟ” ให้ร่างกายได้ปรับสมดุลกาเฟอีนในร่างกายบ้าง สุดท้าย ไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละ 2 แก้ว เพราะจะส่งผลต่อหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น และความดันโลหิตสูงได้

 

ทั้งนี้ ของกินแก้ง่วงทุกอย่างควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะล้วนแต่มีโทษเมื่อรับประทานเกินความจำเป็น นอกจากการกินแล้ว ควรหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอจะได้ไม่ง่วงในระหว่างเวลาทำงานอีกด้วย

 

Author: Raphi Nonthasiri

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

 

Yu Serviced Office

Website➤ http://yuservicedoffice.com/

▪Facebook:@yuservicedoffice /

▪Line: yuservicedint

▪Skype: yuserviced

▪Whatsapp: Yu Serviced Office / +66636471252

▪Address:3656/45 Green Tower 15F, Rama 4 Bangkok

▪Tel:+66-2-821-5880

▪Mobile:+66620151100

▪Email:[email protected]

 

เก้าอี้ทำงาน – เลือกอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

พนักงานออฟฟิศกับเก้าอี้สำนักงาน เรียกได้ว่าแทบจะเป็นของคู่กัน การนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์และกองเอกสารย่อมต้องใช้เก้าอี้ทำงานประเภทนี้ ด้วยเอกลักษณ์ที่มีพนักพิง ที่เท้าแขน และฐานล้อเลื่อน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างผ่อนคลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เนื่องจากเป็นอุปกรณ์สำนักงานที่ทุกบริษัทต้องมี การเลือกซื้อเก้าอี้ทำงานจึงสำคัญ หากเลือกซื้อผิด ก็ส่งผลต่อสุขภาพของพนักงานในการนั่งทำงาน อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น ปวดเมื่อยตามคอ-หลัง, หมองรองกระดูกทับเส้นประสาท, ออฟฟิศซินโดรม และโรคอื่นๆที่เป็นผลพวงจากการนั่งทำงานออฟฟิศมากมาย

ดังนั้นในการเลือกซื้อเก้าอี้ทำงาน ควรเลือกเก้าอี้ที่มีคุณสมบัติ ดังนี้:

  1. พนักพิงอยู่ในระดับที่เหมาะสม

เก้าอี้ทำงานที่ดีควรมีพนักพิงที่มีมุมเอนระหว่าง 100-130 องศา ซึ่งเป็นมุมที่พอดีไม่ดันหลังของผู้นั่งมากเกินไปจนส่งผลต่อหมอนรองกระดูกสันหลัง กล่าวคือ ควรเลือกซื้อเก้าอี้ทำงานที่มีพนักพิงเป็นมุมเอนกับแนวระนาบ

  1. ควรมีที่พักแขน

เก้าอี้ทำงานในปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลายขนาดและดีไซน์ ที่เห็นเด่นชัดอย่างหนึ่งคือ มีหลายรุ่นที่ไม่มีที่พักแขน ซึ่งเป็นการออกแบบที่ไม่ดีต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน เนื่องจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ มีการกดคีย์บอร์ด และเมาส์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้การวางแขนในการทำงาน หากไม่มีจะทำให้แขนต้องรับภาระอย่างมาก อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ ดังนั้น เก้าอี้ทำงานที่ดีควรมีที่พักแขน และที่พักแขนนั้นควรอยู่ในระดับที่มีความสูงเหมาะสม ไม่สูงไปหรือต่ำไป เพราะจะทำให้การวางแขนเป็นไปอย่างผิดธรรมชาติ ส่งผลให้ไหล่และกระดูกสันหลังต้องรับภาระเยอะ

  1. หมอนรองศีรษะ

หมอนรองศีรษะอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ทั่วๆ ไปตามบริษัท เว้นแต่เป็นเก้าอี้ของผู้บังคับบัญชาระดับสูง หรือตามออฟฟิศของพนักงานสายกราฟฟิค ไอที หมองรองศีรษะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยบริเวณคอที่เกิดจากการทำงานเป็นระยะเวลานาน

  1. ปรับระดับความสูงได้

ควรเลือกซื้อเก้าอี้สำนักงานที่มีโช๊คปรับระดับความสูงได้ เพราะส่วนสูงของผู้ใช้งานแต่ละคนต่างกัน หากไม่สามารถปรับระดับความสูงได้จะทำให้ผู้ใช้งานที่มีส่วนสูงมากต้องย่อหลังทำงาน ส่วนผู้ที่มีความสูงน้อยก็ต้องแอ่นหลังทำงาน ซึ่งแค่พอนึกภาพตาม การนั่งทำงานด้วยท่าทางแบบนั้นวันเดียวก็ปวดหลังจะแย่อยู่แล้ว หากต้องทำแบบนั้นทุกๆ วัน คงไม่แคล้วได้เป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแน่ๆ

  1. เบาะนั่ง

ในการซื้อควรเลือกเก้าอี้ที่มีเบาะนั่งขนาดใหญ่ไว้ก่อนเนื่องจากพนักงานออฟฟิศแต่ละคนล้วนแต่มีขนาดตัวที่ต่างกัน การเลือกซื้อขนาดใหญ่ไว้แต่แรกทำให้ผู้ใช้งานทุกขนาดตัวสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น ไม่ประสบปัญหาเรื่องเก้าอี้คับแคบ เบาะไม่พอดีกับช่วงล่าง

เท่านี้ การเลือกซื้อเก้าอี้ทำงานก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป หากเจ้านายของคุณกำลังมองหาเก้าอี้มาให้พนักงาน อย่าลืมแบ่งปันบทความนี้ให้เขาอ่าน เพื่อที่จะได้ส่งผลดีทั้งต่อผู้ซื้อและผู้นั่งทำงาน

 

Author: Raphi Nonthasiri

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

 

Yu Serviced Office

Website➤ http://yuservicedoffice.com/

▪Facebook:@yuservicedoffice /

▪Line: yuservicedint

▪Skype: yuserviced

▪Whatsapp: Yu Serviced Office / +66636471252

▪Address:3656/45 Green Tower 15F, Rama 4 Bangkok

▪Tel:+66-2-821-5880

▪Mobile:+66620151100

▪Email:[email protected]

 

4 วิธีดูแลตัวเองขณะนั่งทำงานในแบบฉบับพนักงานออฟฟิศ

ขึ้นชื่อว่าเป็นพนักงานออฟฟิศ ย่อมต้องใช้เวลาทั้งวันส่วนใหญ่ไปกับการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ซึ่งการนั่งในอิริยาบท ทำสิ่งเดิมๆ ทุกๆ วัน ย่อมทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ปัญหาสุขภาพที่สามาถพบได้ง่ายก็คงหนีไม่พ้น โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทั้งความดัน โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ

“แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ แค่ทำงานทั้งวันก็ยุ่งจะตายอยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปดูแลตัวเอง”

มนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็สามารถดูแลตัวเองได้แม้จะไม่มีเวลาไปออกกำลังกายอย่างใครเขา บทความนี้จะว่าด้วยเรื่องการดูแลสุขภาพตัวเองง่ายๆ ที่สามารถทำได้แม้จะนั่งทำงานในออฟฟิศ เราไปดูกันดีกว่าว่ามีวิธีใดบ้างที่ช่วยให้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างเราอยู่รอดปลอดภัย ห่างไกลจากปัญหาสุขภาพ:

  1. กาแฟวันละแก้วก็พอแล้ว

มนุษย์เงินเดือนหลายคนเสพติดการทานกาแฟ เรียกได้ว่าแทบจะดื่มหลังมื้ออาหารเลยทีเดียว แน่ล่ะ งานก็หนัก ไม่ดื่มก็ง่วงคิดงานไม่ออก จะให้ทำอย่างไร การดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ ร่างกายสามารถควบคุมสมดุล ทำให้แทบจะไม่เกิดผลเสียต่อร่างกาย อาจจะมีเพียงเล็กน้อย เช่น ฟันเหลือง มีกลิ่นปาก แต่หากดื่มมากกว่า 1 แก้วระหว่างวัน ปริมาณคาเฟอีนที่ร่างกายได้รับจะสูงเกิน ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ทำให้ใจสั่น วอกแวก และอาจส่งผลต่อหัวใจ ทำให้ความดันสูงและโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้ในระยะยาว หากเลิกดื่มกาแฟมากกว่า 1 แก้วไม่ได้ ควรเปลี่ยนมาใช้วิธีอื่นเพื่อทำให้ตาสว่าง เช่นการทานผลไม้รสเปรี้ยว ล้างหน้าล้างตา หรือหาชาอุ่นๆ มาทาน เพราะในชาก็มีคาเฟอีนเหมือนกัน แต่ไม่เยอะเท่ากาแฟ แถมยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายหลังจากดื่มอีกด้วย

  1. ทานผลไม้หลังอาหาร

ในแต่ละมื้อของวันทำงานบางทีเราอาจจะละเลยในเรื่องของการกิน รีบหาอะไรง่ายๆ กินแล้วกลับไปทำงานต่อ ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเลย เราควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และควรทานผักและผลไม้ประกอบในมื้อบ้าง การทานผลไม้หลังอาหารทำให้เราได้รับวิตามิน และไฟเบอร์ที่ร่างกายต้องการ แถมยังทำให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย

  1. เปลี่ยนอิริยาบทในการทำงานบ้าง

การนั่งในท่าเดียวกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องรับภาระมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาหารปวดเมื่อยตามจุดต่างๆ ของร่างกาย และอาจทำให้เกิดอาการเส้นประสาทกดทับ จนต้องเข้ารับการรักษาและทำกายภาพบำบัด ดังนั้น เราควรจะเปลี่ยนท่านั่งทำงานทุกๆ 20นาที อาจจะเป็นการลุกขึ้นเดินไปทำนู่นทำนี่ บิดตัว ยืดกล้ามเนื้อ เป็นการแบ่งเบาภาระให้กล้ามเนื้อส่วนอื่น

  1. พักสายตาจากจอคอมสักหน่อย

แสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์สามารถส่งผลเสียต่อสายตา และเป็นต้นเหตุของอาการสายตาสั้น และโรคต้อต่างๆ หากต้องใช้เวลาที่หน้าจอคอมตลอดทั้งวัน ควรพักสายตาจากจอเป็นระยะๆ มองไปในพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ หรือวิวนอกอาคาร เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อสายตา หรือใส่แว่นกันแสงสีฟ้าเพื่อป้องกันแสงจากจอคอมพิวเตอร์ก็ช่วยได้เช่นกัน

 

เพียงเท่านี้ สุขภาพในการทำงานคุณก็จะดีขึ้น ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เมื่อสุขภาพดี งานที่ออกมาก็จะดีตาม จริงไหมล่ะครับ

Author: Raphi Nonthasiri

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาออฟฟิศเช่าสักที่ Yu Serviced Office เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการออฟฟิศให้เช่าที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาสำนักงานในกรุงเทพที่สะอาด พร้อมใช้งาน มีความน่าเขื่อถือ ราคาย่อมเยา และพร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพเพื่อตอบสนองความต่อผู้ประกอบการทุกประเภท ตั้งแต่ Startups, SMEs, หรือองค์กรขนาดใหญ่

 

Yu Serviced Office

Website➤ http://yuservicedoffice.com/

▪Facebook:@yuservicedoffice /

▪Line: yuservicedint

▪Skype: yuserviced

▪Whatsapp: Yu Serviced Office / +66636471252

▪Address:3656/45 Green Tower 15F, Rama 4 Bangkok

▪Tel:+66-2-821-5880

▪Mobile:+66620151100

▪Email:[email protected]

 

มนุษย์เงินเดือนเก็บเงินล้านแรก เริ่มต้นยังไงดี?

ในการทำงาน ทุกคนล้วนมีเป้าหมายแตกต่างกันออกไป หนึ่งในเป้าหมายที่ใครหลายๆ คนมีร่วมกันคือการเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัว แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนหาเช้ากินค่ำแล้ว การเก็บเงินให้ถึงหลักล้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ต้องจ่ายแล้ว รายรับที่มาจากเงินเดือนประจำก็อาจไม่สูงพอที่จะทำให้เก็บเงินได้เป็นก้อนใหญ่ขนาดนั้น  อย่างไรก็ตาม การเก็บเงินให้ถึงล้านก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ลองอ่านบทความนี้แล้วคุณจะพบว่ายังมีเทคนิคที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายการมีเงินล้านแรกได้ในฐานะมนุษย์เงินเดือน

  1. มีวินัยในการใช้จ่าย

ขึ้นชื่อว่าเป็นพนักงานออฟฟิศ รายได้ในแต่ละเดือนย่อมมาจากเงินเดือนประจำ ซึ่งรายได้ที่ได้มานั้นย่อมโดยหักจากค่าใช้จ่ายต่างๆในแต่ละเดือน เช่นค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งเราควรบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนไว้เพื่อให้เราตระหนักรู้ว่าในเดือนๆ นึง เราเสียค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และยังทำให้เราสามารถคำนวนตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน นอกจากการจดบันทึกลงกระดาษแล้ว ยังมีแอพลิเคชั่นในมือถือมากมายที่จะช่วยให้การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เป็นไปอย่างสะดวกสบายมากขึ้น

  1. ลดการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย

หลังจากจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายจนเห็นว่ามีรายจ่ายไหนที่สามารถตัดออกไปได้ เราก็ควรสร้างวินัยให้ตัวเอง โดยใช้จ่ายอย่างพอดี อันไหนไม่จำเป็น ซื้อแล้วไม่เกิดประโยชน์ หรือราคาแพงเกินรายได้เรา ก็ควรตัดทิ้งไปเสีย หากหักดิบเลิกไม่ได้ ก็ค่อยๆ ลดประมาณเงินที่ใช้จ่ายไปให้น้อยลง นอกจากจะทำให้มีเงินออมมากขึ้นแล้ว ยังไม่เกิดการสร้างหนี้ให้ตัวเองอีกด้วย

  1. ออมเงินสม่ำเสมอ

มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยขาดวินัยในการออมเงิน กล่าวคือได้รายรับมาเท่าไหร่ก็นำไปใช้ทั้งหมดโดยไม่แบ่งเก็บไว้ออมเลย อย่างนี้แล้ว ความฝันในการเก็บเงินล้านแรกของคุณคงไม่มีวันเป็นจริงได้ คุณจึงควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งของรายได้มาเก็บออมไว้ทุกเดือนๆ จะ 10 หรือ 20 เปอร์แซ็นต์หรือมากกว่านั้นก็ตามแต่กำลัง เมื่อระยะเวลาผ่านไป เงินเก็บสะสมเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็นเงินก้อนโตเอง

  1. อย่าปล่อยให้เงินออมนอนนิ่งอยู่เฉยๆ

เมื่อเรามีเงินเก็บแล้ว ทำไมเราไม่นำเงินเก็บเหล่านี้มาสร้างรายได้ให้เราบ้าง การปล่อยให้เงินออมนอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารเฉยๆ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะดอกเบี้ยที่ได้จากการฝากเงินในแต่ละปีนั้นช่างน้อยนิด เราสามารถนำเงินออมในบัญชีไปลงทุนในด้านต่างๆ เช่น สลากออมสิน หุ้น ตราสารหนี้ พันธบัตร เปลี่ยนเป็นทองคำ ทั้งนี้ ก่อนจะลงทุนในด้านไหน ควรศึกษาข้อมูล รายละเอียด ข้อดี-ข้อเสีย รวมถึงความเสี่ยงของการลงทุนนั้นให้ดีๆ เสียก่อน เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองในกรณีเกิดความผิดพลาด จะได้ไม่ขาดทุนในภายหน้า

  1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ในการทำงาน บริษัทจะทำการหักเงินเดือนของคุณไปส่วนหนึ่ง ประมาณ 2-15 เปอร์เซ็นต์ เข้าระบบเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากหักเงินของเราแล้ว ทางบริษัทเองยังช่วยสมทบให้คุณอีก 2-15 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน คุณยังสามารถเลือกลงทุนตามพอร์ตต่างๆ ได้อีกด้วย มีทั้งพอร์ต Active ดอกเบี้ยสูงและความเสี่ยงสูง หรือพอร์ต Play Save ผลตอบแทนน้อยความเสี่ยงต่ำ เมื่อเลือกลงทุนแล้ว รายได้ก็จะค่อยๆ งอกเงย และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินที่จะทำให้คุณเอื้อมแตะถึงเงินล้านได้

 

ไม่ต้องมีธุรกิจส่วนตัวก็เอื้อมแตะเงินล้านได้ ถ้าคุณรู้จักวางแผน อดออม และลงทุนให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้ การเก็บเงินก้อนโตก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

 

Rewrite from: th.jobsdb

Yu Serviced Office

Website➤ http://yuservicedoffice.com/

▪Facebook:@yuservicedoffice /

▪Line: yuservicedint

▪Skype: yuserviced

▪Whatsapp: Yu Serviced Office / +66636471252

▪Address:3656/45 Green Tower 15F, Rama 4 Bangkok

▪Tel:+66-2-821-5880

▪Mobile:+66620151100

▪Email:[email protected]